travel

Poland ในวันข้ามผ่านกาลเวลา (part II)

Poland ในวันข้ามผ่านกาลเวลา (part II)

พระราชวังฤดูร้อนวิลานาวและเมืองวรอตซอฟ

Story / Photo: ชมพูนุท กองชนะ


Wilanow ตราบนิจนิรันดร์

จากพิพิธภัณฑ์สุดรัก เรามาต่อกันที่พระราชวังสุดรักของชาววอร์ซอกันบ้าง ฉันกำลังพูดถึงวิลานาว (Wilanow) พระราชวังฤดูร้อนแห่งกษัตริย์จอห์นที่ 3 โซบีสกี (Jan III Sobieski) ผู้ทรงครองราชย์ระหว่างปี 1674-1696 เฉกเช่นเมืองสำคัญอื่นในยุโรป ที่มักมีพระราชวังหลังสวยเป็นแม่เหล็กดึงดูด และเผยให้ชมชีวิตความเป็นอยู่ในราชสำนัก วิลานาวก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ดูพระราชวังหลังนี้จะทำหน้าที่เป็นแกลเลอรี่ที่คนรักงานศิลปะน่าจะโปรดปราน

พระเจ้ายอน หรือจอห์น โซบีสกี้ที่ 3 ทรงบัญชาให้สร้างพระราชวังวิลานาวหลังนี้ขึ้น โดยสถาปนิกผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชวังแวร์ซายส์แห่งฝรั่งเศส ส่วนชื่อ Wilanow นั้น เป็นคำจากภาษาอิตาเลียนที่ว่า Villla Nuova แปลว่า New Village กระนั้น ผู้ที่ทำให้พระราชวังวิลานาวเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในหมู่ศิลปินและประชาชนทั่วไปคือ สตานิสลอว์ โคสต์ก้า โปโตสกี้ (Stanislaw Kostka Potocki) เจ้าของปราสาทรุ่นต่อ ๆ มา ที่ได้เปิดส่วนหนึ่งของพระราชวังเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะในปี 1805 พร้อมด้วยชิ้นงานศิลปะสะสม ทั้งภาพเขียนและงานประติมากรรมที่บางส่วนรวบรวมจากของพระเจ้าจอห์นที่ 3 และพระเจ้าสตานิสลอว์ ออกุสต์ โปเนียโตวสกี้ (Stanislaw August Poniatowski) กษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์ พระองค์เป็นกษัตริย์นักสะสม ผู้โปรดงานศิลปะมากกว่าการสู้รบ ดังนั้นภาพเขียนที่จัดแสดงภายในพระราชวังส่วนใหญ่จึงเป็นของสะสมของพระองค์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังวิลานาวถูกทำลายเสียหายเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะอยู่ห่างออกมาจากกรุงวอร์ซอร์อันเป็นเป้าหมายหลัก แต่ก็มีงานศิลปะหลายชิ้นถูกทำลายและถูกนาซีขโมยไป จนสงครามสิ้นสุด จึงได้มีการบูรณะพระราชวัง และจำลองงานประติมากรรมบางชิ้นขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงของเดิมที่สุด รวมถึงเชื่อมพื้นที่สวนภายในเขตพระราชวังและสวน Morysin รอบ ๆ ให้เป็นอาณาบริเวณเดียวกัน เพื่อให้สถาปัตยกรรมโปลิชบารอกอันงดงามและทรงคุณค่านี้คงอยู่สืบไป

ใต้ท้องฟ้าตั้งเค้าฝน ฉันเดินไปตามทางสายยาวที่ทอดสู่พระราชวังหลังสวย มองดูช่างคล้ายแวร์ซายส์เป็นอย่างยิ่ง ก่อนเดินชมเราต้องสวมถุงพลาสติกครอบรองเท้าไว้ก่อน ป้องกันความเสียหายต่อพื้นวังที่บางห้องเป็นพื้นไม้ปาร์เกต์ของแท้แต่ดั้งเดิม จากห้องโถงหลัก มีทางแยกสู่ปีกเหนือและปีกใต้ ฉันอดตะลึงในรายละเอียดยุบยิบและความช่างสร้างสรรค์ของแต่ละห้องไม่ได้ ที่เห็นเด่นชัดคือลายปูนปั้นประดับผนัง เป็นรูปเครือเถา และเด็ก ๆ ที่กำลังรื่นเริงยินดี มองคล้ายภาพสามมิติด้วยเทคนิคการพอกปูนให้ล้นออกมาจากผนัง เป็นขาเด็กบ้าง แตรบ้าง

ที่ชอบอย่างยิ่งคือ นอร์ทแกลเลอรี่ เป็นทางเดินทอดยาว ให้เราค่อย ๆ ไล่สายตาชมความงามของภาพเขียนและประติมากรรมไปเรื่อย ๆ ชิ้นที่เด่นที่สุดคือ รูปปั้นพระเจ้าจอห์นที่ 3 บนหลังม้า ที่โคสต์ก้าสร้างขึ้นเพื่อสดุดีพระเจ้าจอห์นที่ 3 ซึ่งสามารถขับไล่พวกเติร์กได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีชาเปลเล็ก ๆ ที่งดงามด้วยหินอ่อนแกะสลัก สร้างขึ้นโดยพระนางอเล็กซานดรา มเหสีในพระเจ้าออกุสต์ โปเนียโตวสกี้ เพื่อไว้อาลัยแก่พระเจ้าจอห์นที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตที่พระราชวังวิลานาว

รูปแบบศิลปะที่โดดเด่นมากอีกอย่างของวิลานาวคือ ภาพเขียนเฟรสโก ที่มักปรากฏบนเพดาน วาดลึกเข้าไปจากกรอบปูนปั้นประดับ ภาพส่วนใหญ่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิต ทิวทัศน์ธรรมชาติ ทุ่งเลี้ยงสัตว์ และการเกษตร ใช้สีสดใส ดูแล้วสบายตา นอกนั้นเป็นห้องหับต่าง ๆ ทั้งห้องบรรทม ห้องทรงงาน ห้องสมุด และห้องที่ใช้ชื่อว่า อีทรัสคัน รวบรวมแจกันประดับจากยุคกรีกอันเก่าแก่ ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่โตมากนักจึงสามารถเดินชมวังได้ค่อนข้างทั่ว ถ้ามาเที่ยวชมวันหยุด อาจเจอมหาคนล้นหลาม เนื่องจากอยู่ใกล้วอร์ซอนิดเดียว แต่นับว่าคุ้มค่าและไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง




Wroclaw ที่จุดนัดพบ

มีอีกหนึ่งเมืองที่ฉันอยากแนะนำให้นักเดินทางชาวไทยได้รู้จัก นั่นคือ วรอตซอฟ (Wroclaw) ซึ่งเป็นเมืองออกเสียงยากที่สุดอีกเมืองของโปแลนด์ ให้ถูกต้องคือ วรอตซอฟ (Vrot-swov) ที่ต้องห่อลิ้นไว้ตลอดเวลา นับเป็นเมืองสำคัญแต่โบราณ มีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 โดยมีฐานะเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้น ซิลีเซีย ที่มีแว่นแคว้นต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันปกครอง ตั้งแต่เชคโบฮีเมียน (ศตวรรษที่ 8-11) ราชวงศ์ฮับสบูร์ก (1526-1741) ปรัสเซีย (1741-1841) จักรวรรดิเยอรมัน (1871-1945) และจักรวรรดิรัสเซีย (1948-1989) ที่ผ่านมาจึงมีหลากหลายชื่อเรียก เช่น Vratislava Vraclav และ Bresslau ส่วนชื่อ Wroclaw นั้น เรียกตอนที่แคว้นซิลีเซียใต้ถูกรวมกับโปแลนด์ในปี 1945 ทำให้ต่อมามีชาวโปลิชจากฝั่งตะวันออกหลั่งไหลเข้ามาอยู่ที่วรอตซอฟเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากเมือง Lwow ที่ได้นำวัฒนธรรมหลายอย่างมาเผยแพร่ กระนั้นเหตุการณ์สำคัญของเมือง เกิดขึ้นในปี 1980 ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แรงงานในเมืองวรอตซอฟไปเข้าร่วมสไตรก์ที่เมืองกดังสก์ นำโดยเลค วาเวนซา (Lech Walesa) จนข้อเรียกร้องเป็นผลสำเร็จในปี 1983 ก่อนที่ต่อมาวรอตซอฟจะถูกตั้งเป็นเมืองศูนย์กลางการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และนายวาเวนซากลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของโปแลนด์ที่มาจากการเลือกตั้งหลังลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลาย

ปกติเมืองในยุโรปส่วนใหญ่ มักมีจุดต้นกำเนิดและศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่เมืองเก่า แต่สำหรับวรอตซอฟ นอกจากจะมีเมืองเก่าแล้ว ยังมีเมืองเก่ากว่า ทั้งนี้เพราะแต่เดิมเมื่อครั้งที่พวกเชคโบฮีเมียนปกครอง ได้สร้างเมืองขึ้นบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโอตรา (Odra River) เรียกว่า ออสโตร ทูมาสกี้ (Ostrow Tumski) หรือที่แปลว่าเกาะมหาวิหาร โดยหลังจากมีการแต่งตั้งบิชอปคนแรกแห่งแคว้นซิลีเซีย ได้มีการสร้างมหาวิหารเซนต์จอห์นขึ้นอย่างงามสง่าในสไตล์โกธิก ก่อนมีการสร้างพระราชวัง และโบสถ์หลังอื่น ๆ ขึ้นในเวลาต่อมา จนทำให้ออสโตร ทูมาสกี้ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศาสนา จนถึงทุกวันนี้ คริสเตียนทั้งปวงยังมาเข้าคิวสารภาพบาปอย่างเคร่งครัด ภายในวิหารที่งดงามเก่าแก่และทรงคุณค่าของเมือง

จากออสโตร ทูมาสกี้ เราเดินไปเรื่อย ๆ สู่เขตเมืองฝั่งตรงข้าม ไม่นานก็ถึงย่านเมืองเก่า ที่มีลานกว้าง ๆ ขนาบไว้ด้วยอาคารสีสันสดใสในสถาปัตยกรรมโกธิก และอาร์ตนูโว ฉันค้นพบว่าตัวเองชอบสถาปัตยกรรมแนวอาร์ตนูโวเป็นพิเศษ ตรงที่ดูสีสันสดใส และลดรายละเอียดบางอย่างลงมาให้เรียบขึ้น เมืองเก่าวรอตซอฟถือกำเนิดขึ้นช่วงศตวรรษที่ 13 มีศูนย์กลางอยู่ที่มาร์เก็ตสแควร์ ที่จะได้พบเห็นวิถีชีวิตชาวเมืองอันแท้จริง และยังเป็นจุดนัดพบของวรอตซอฟเวียนและนักท่องเที่ยว เพราะมีร้านรวง คาเฟ่ ร้านอาหารคึกคักไว้รอท่า

แต่ก่อนที่เราจะเห็นสภาพเมืองอันสวยงามหมดจดอย่างนี้ วรอตซอฟเองต้องผ่านเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นเดียวกับเมืองอื่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หากเพียงไม่รุนแรงเท่า มีการบูรณะเมืองอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ หากที่โดดเด่นสวยสง่ามาแต่ไกลคือ ศาลาว่าการเมือง ที่ผสมผสานศิลปะต่างยุคไว้ด้วยกันอย่างลงตัว หลัก ๆ คือความแข็งแรงแบบโกธิก และความอ่อนช้อยแบบเรอเนสซองส์ ด้านหน้ามีนาฬิกาดาราศาสตร์เรือนโต ที่ชวนให้คิดถึงหลายเมืองในยุโรปตะวันออก วรอตซอฟจึงเป็นอีกเมืองที่น่าสนใจและน่าจับตามอง โดยล่าสุดมีรายชื่อเข้าคัดเลือกเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมประจำปี 2016 อดคิดไม่ได้ว่าหากวรอตซอฟเกิดโด่งดัง เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวขึ้นมา ฉันคงคิดถึงวันนี้ ที่ได้มาเดินอยู่ในเมืองซึ่งน้อยคนจะรู้จัก

error: Content is protected !!