travel

Poland ในวันข้ามผ่านกาลเวลา (part I)

Poland ในวันข้ามผ่านกาลเวลา (part I)

เขตเมืองเก่าวอร์ซอร์และบ้านเกิดโชแปง

Story / Photo : ชมพูนุท กองชนะ

ฉันเคยจินตนาการว่า โปแลนด์คือประเทศที่มีบรรยากาศหม่นเศร้า ผู้คนเย็นชา และเต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวอันเจ็บปวด แต่แล้วรอยยิ้มจากสาวโปลิชคนหนึ่งที่ช่วยบอกทางไปพบนางเงือก ซีรีน่า กลางจัตุรัสเมืองเก่าวอร์ซอ กลับทำให้ฉันรู้สึกว่า อดีตอันหนาวเหน็บของโปแลนด์ กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

ฉันยืนอยู่บนถนนสายสวย ท่ามกลางหมู่อาคารในสถาปัตยกรรมโบราณ แบบเดียวกับครั้งเมื่อวอร์ซอเฟื่องฟูในฐานะศูนย์กลางของประเทศที่มั่งคั่งจากการค้า อุตสาหกรรมสิ่งทอ และเหมืองเกลือ สองฝั่งซ้ายขวาเรียงรายด้วยที่ทำการรัฐ โบสถ์ สถานทูต พระราชวัง อนุสาวรีย์ มหาวิทยาลัยวอร์ซอ ไปจนถึงบูติกช็อป ร้านอาหาร และคาเฟ่ที่คึกคักด้วยคลื่นคน ชาวเมืองเรียกราชดำเนิน หรือรอยัลเวย์ของเขาว่า Krokowskie Przedmiescie ฉันจนด้วยเกล้าว่าจะออกเสียงให้ถูกต้องอย่างไร เรียกสั้น ๆ แค่คราคอฟสกี้ก็แล้วกัน ถนนสายนี้เทียบเคียงได้กับชองป์เซลิเซ่แห่งปารีส รวมไว้ด้วยสีสันของผู้คน และในจำนวนอาคารสำคัญทั้งหลายนั้น Palac Prezydencki นับเป็นสถานที่รวมเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายอย่างในประวัติศาสตร์วอร์ซอ ไม่ว่าจะเป็นพิธีรำลึกการสถาปนาครองราชย์ของกษัตริย์ Stanislaw II August Poniatowski ในปี 1789 ที่ยิ่งใหญ่ ใช้งบประมาณไปกว่า 2 ล้านสล็อตตี้ การเซ็นรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกในยุโรปก็เกิดขึ้นที่นี่ ปัจจุบัน เดาไม่ยากว่านี่คือทำเนียบขาว ที่พำนัก และที่ทำงานของประธานาธิบดีซึ่งสวยสง่าอย่างมาก แต่สิ่งที่ยังความเสียใจแก่ประชาชนโปแลนด์มาจนวันนี้ คือการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของประธานาธิบดีเลค กาจินสกี (Lech Kaczynski) ในอุบัติเหตุเครื่องบินตก


“ขอโทษนะคะ รูปปั้นนางเงือกในเมืองเก่าอยู่อีกไกลมั้ยคะ?”

“เดินไปสุดถนน จะเจอลานจัตุรัสซัมโควี เดินตรงขึ้นไป ผ่านถนนอีกช่วง ก็ถึง”

“ขอบคุณค่ะ …ว่าแต่คุณเป็นชาวโปลิชใช่มั้ยคะ?”

เธอยิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบว่า “ใช่” ฉันเลยชมไปว่าเธอสวยมาก และขอถ่ายรอยยิ้มของเธอกลับมายืนยันว่าสาวโปลิชนั้นหน้าตาครบเครื่องจริง ๆ



เขตเมืองเก่า Warsaw

เหมือนที่เธอว่า ถนนคราคอฟสกี้ฯ มาสิ้นสุดลงที่ลานจัตุรัสหน้าพระราชวังหลวง ที่ประทับของกษัตริย์โปแลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ตรงกลางลานจัตุรัสมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ซิกมุนต์ที่ 3 (Zygmunt III Vasa) ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์วาซาแห่งสวีเดน ประดับอยู่บนยอดเสาสูง 22 เมตร พระองค์คือผู้ให้ย้ายเมืองหลวงจากคราคอฟมาที่วอร์ซอเมื่อปี 1596 และพระราชวังหลวงสีส้มอิฐซึ่งให้อารมณ์หนักแน่นเคร่งขรึมนี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานสถาปัตยกรรมอิตาเลียนบารอก โปลิช และสวีดิชเข้าไว้ด้วยกันอย่างแปลกตา แม้ในประวัติศาสตร์พระราชวังหลวงจะถูกทำลายเสียหายจากหลากหลายเหตุการณ์ แต่ครั้งที่รุนแรงที่สุด เห็นจะไม่มีครั้งไหนเทียบเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นต่อสู้ของชาวเมืองต่อพวกนาซีเยอรมันในปี 1944 และถูกตอบโต้ด้วยระเบิดไดนาไมต์อานุภาพสูง อย่าว่าแต่พระราชวังหลวงจะพินาศเลย เมืองทั้งเมืองก็จมอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังสูงท่วมหัวไปด้วย



“I have seen many towns destroyed, but nowhere have I been faced with such destruction”

หนึ่งประโยคอมตะของนายพลดไวต์ เดวิด ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ผู้นำฝั่งอเมริกาที่กล่าวขึ้นเมื่อพบสภาพพังพินาศของวอร์ซอก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงในปีถัดมา



เขตเมืองเก่า ในภาษาถิ่นเรียกว่า Stare Miasto มีถนนโยงใยตัดเป็นซอยเล็กซอยน้อย และนำเราไปสู่โบสถ์หลังสวย ร้านรวงน่ารัก ๆ Rynek คือชื่อเรียกของมาร์เก็ตสแควร์ ย่านการค้าจากศตวรรษที่ 17-18 ล้อมไว้ด้วยหมู่อาคารบารอกผสมเรอเนสซองส์ 3 ชั้น สูงลดหลั่นกัน มองคล้ายแท่งสีในกล่องที่มีทั้งเหลือง เขียว ชมพู และฟ้า รอบตัวฉันตอนนี้เหมือนหลุดเข้าไปในยุคโปแลนด์โบราณ ขนาดคนเชียร์แขกเข้าร้านอาหารยังแต่งตัวเต็มยศด้วยชุดคลุมกับหมวกแบบกษัตริย์ซิกมุนต์ที่ 3 แล้วฉันก็ได้พบเธอ รูปปั้นนางเงือกซีรีน่าที่ลานน้ำพุกลางจัตุรัส นางเอกประจำเมือง เธอยืนอยู่ในท่าถือดาบและโล่ ราวกับพร้อมรบ รูปปั้นดั้งเดิมนั้นได้รับการเก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ย่านเมืองเก่านี่เอง ส่วนรูปปั้นกลางจัตุรัสที่เห็นอยู่นี้ ว่ากันว่าลุดวิก้า นิตโชว่า ช่างปั้น ได้ให้คริสติน่า คราเฮลสก้า สาวน้อยนักเขียนและนักแต่งเพลง มาเป็นแบบในการปั้น เธอคือหญิงสาวที่แม้มีวัยเพียงน้อยนิด แต่กลับมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวขับไล่นาซีอย่างกล้าหาญ และเสียชีวิตลงระหว่างปฏิบัติหน้าที่พยาบาลอาสาในเหตุการณ์ปฏิวัติปี 1944 รูปปั้นซีรีน่าของคริสติน่าจึงเสมือนแรงบันดาลใจให้ชาวโปลิชไม่สิ้นหวังและต่อสู้เพื่อเอกราช

ก่อนอำลาวอร์ซอ ฉันมายืนแหงนคอมองตึกแบบสตาลินหลังสูงที่อยู่ตรงข้ามช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์ ซึ่งรัสเซียได้มอบให้เป็นของขวัญตอนที่ปกครองโปแลนด์ แม้วันนี้โปแลนด์จะพ้นจากการเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แต่ตึกหลังนี้ยังเสมือนประวัติศาสตร์อีกหน้าอันย้ำเตือน เช่นเดียวกับอีกหลายสถานที่ที่ฉันจะได้สัมผัสต่อไปในโปแลนด์




เยือนบ้านเกิด Fryderyk Chopin

ถ้าไม่ใช่คนสำคัญ คงไม่มีชื่อเขาปรากฏเป็นชื่อสนามบินนานาชาติของกรุงวอร์ซอ ถ้าไม่ใช่คนที่ชาวโปลิชรักใคร่ คงไม่มีความเพียรพยายามสร้างสถานที่รำลึกถึงผลงานของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าบทเพลงของเขาไม่กระทบใจ คงไม่มีใครมาที่นี่…Zelazowa Wola

ฉันเดินทางออกจากวอร์ซอตอนเช้าตรู่ จุดหมายห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตรทางตะวันตก เมืองเซลาโซวา โวล่า คือบ้านเกิดของเฟรเดอริก โชแปง ศิลปินนักแต่งเพลงผู้เป็นที่รักของชาวโปลิชและคอดนตรีคลาสสิกทั่วโลก ยอมรับว่าฉันรู้จักงานของเขาน้อยนัก แต่เมื่อได้ฟังเพลงของเขา โน้ตทุกคีย์ที่พรมนิ้วลงบนเปียโน ช่างไพเราะเพราะพลิ้ว โดยเฉพาะในวันนี้ ที่ฉันได้นั่งฟังดนตรีของเขาบนเก้าอี้ไม้ท่ามกลางสวน

เฟรเดอริก โชแปงเกิดเมื่อปี 1810 ในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ พ่อของเขาเป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อนิโคลัส โชแปง เป็นอาจารย์สอนเด็ก ๆ ในตระกูลสการ์เบก เจ้าของบ้านและที่ดินซึ่งต่อมานิโคลัสได้อาศัยอยู่กับภรรยา จัสติน่า ซึ่งเป็นญาติของตระกูลสการ์เบกนั่นเอง ถึงแม้ว่าโชแปงจะอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้เพียงปีเดียว ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายไปอยู่วอร์ซอ แต่เขาก็มีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเป็นครั้งคราว เช่น ตอนคริสต์มาสในปี 1825 หรือก่อนที่เขาจะตัดสินใจออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดนในปี 1830

โชแปงเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาแต่เด็ก ฝึกเล่นเปียโนตอนอายุ 4 ขวบ และแสดงครั้งแรกตอนอายุเพียง 8 ขวบที่เพรสซิเดนเชียลพาเลซ เขาเรียนหนังสือที่บ้านจนถึงอายุ 13 ปี แล้วจึงเข้าเรียนดนตรีที่ Warsaw Music Conservatory หลังจากเรียนจบในปี 1829 ได้พบรักกับ Konstancha Gladkowska ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แต่งเพลงมากมาย ก่อนออกเดินทางท่องยุโรป เขาได้ไปพิสูจน์ฝีมือที่เวียนนา และกลับมาแสดงที่โปแลนด์ จนเป็นที่ยอมรับ บทเพลงที่นับว่าเป็นแรงบันดาลใจแก่ชาวโปลิชมากที่สุดคือ Revolution ซึ่งเขาประพันธ์ขึ้นตอนที่โปแลนด์ตกอยู่ใต้บังคับของรัสเซีย เวลานั้นเขาเริ่มมีอาการป่วยเป็นโรคปอดแล้ว แต่เลือกที่จะปลีกตัวเอง ไปตระเวนท่องเที่ยวและอยู่ที่ปารีส และพบรักกับ จอร์จ แซนด์ ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด เขาเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อในปี 1835 พร้อมด้วยอาการป่วยหนัก แต่ที่ทำให้เขากลับยิ่งทรุดลงคือการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของแซนด์ในปี 1846 จากความสิ้นหวังและอาการป่วยที่รุมเร้า เขาเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมา ที่อพาร์ตเมนต์ในปารีสขณะอายุได้เพียง 39 ปี

บ้านชั้นเดียวสีขาวใต้ต้นไม้ใหญ่ มีเสา 2 ต้นยื่นออกมาตรงชานเป็นสไตล์บ้านแบบโปลิชที่นิยมกันทั่วไปในยุคนั้น ฉันเบียดตัวเข้าไปในบ้านที่ถูกแบ่งออกเป็น 6 ห้อง รูปถ่ายขาวดำของครอบครัวที่มีพ่อแม่และน้องสาว เอกสาร เช่น ทะเบียนสมรส ใบเกิดของโชแปง ไปจนถึงโน้ตเพลงเขียนด้วยลายมือ ภาพเขียน และเปียโน ซึ่งคอนเสิร์ตเล็ก ๆ มักถูกจัดขึ้นอย่างอบอุ่นที่นี่เสมอในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง เพื่อหวนรำลึกถึงโชแปง หรือถ้ามาไม่เจอเปียโนสด ก็ใช่ว่าเราจะไม่ได้ฟังดนตรี มุมหนึ่งของบ้าน มีเก้าอี้ไม้ให้นั่งปล่อยใจฟังเพลงของโชแปงที่เปิดคลอพร้อมซึมซับบรรยากาศสวนที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบสบายตา ซึ่งรอให้ทุกคนมารำลึกถึงท่วงทำนองของโชแปงได้เสมอ

error: Content is protected !!